การเข้าตลาดหลักทรัพย์ คือการที่บริษัทเปิดขายหุ้นให้กับนักลงทุนทั่วไปเป็นครั้งแรก เพื่อระดมทุนสำหรับการขยายธุรกิจ เพิ่มความน่าเชื่อถือ สร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นเดิม และนำหุ้นไปจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งในประเทศไทยมี 2 ตลาดหลัก ได้แก่ 1) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) 2) ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ซึ่งปัจจุบันตลาดหลักทรรัพย์ มีการปรับปรุงเกณฑ์สำหรับบริษัทที่เข้าตลาดใหม่ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ดังนี้
เกณฑ์สำหรับตลาดหลักทรัพย์ SET
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
เกณฑ์สำหรับตลาดหลักทรัพย์ mai
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
เกณฑ์ Free Float และ % IPO (สำหรับบริษัททุน 50-300 ล้านบาท)
หัวข้อ (ทุน 50-300 ล้านบาท) |
เกณฑ์เก่า |
เกณฑ์ใหม่ (2568) |
| สัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) |
25% |
30% |
| % หุ้นที่เสนอขาย IPO |
15% |
20% |
อ้างอิงข้อมูลจาก : https://www.set.or.th/th/about/mediacenter/news-release/article/456-raise-bar-in-supervision-of-listed-companies
IPO ต้องเกี่ยวข้องกับใครบ้าง
1. สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) : อนุญาตการเสนอขาย IPO และกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน ให้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ และมีหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของบริษัท ก่อนที่จะเป็นบริษัทจดทะเบียน
2. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) : จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการซื้อขายหลักทรัพย์ตลอดจนบริการ ที่เกี่ยวข้อง และกำกับดูแลให้ทำตามกฎเกณฑ์เช่น กฎเกณฑ์การซื้อขาย การเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน ทันเวลา
3. กระทรวงพาณิชย์ (Ministry of Commerce) : จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน/เพิ่มทุน
4. Financial Advisor (FA) ที่ปรึกษาทางการเงิน : ช่วยในการจัดเตรียมข้อมูล และดูแลให้บริษัทปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ให้ถูกต้อง โดยเริ่มตั้งแต่ด้านการดำเนินธุรกิจการจัดโครงสร้างทุนและโครงสร้างธุรกิจ ตลอดจนให้คำแนะนำในการปรับปรุง ระบบการบริหารจัดการ เพื่อให้บริษัทมีคุณสมบัติพร้อมสำหรับการยื่นคำขอต่อ สำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ
5. ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต (Auditor) : ให้คำแนะนำและตรวจสอบ งบการเงินให้เป็นไปตามมาตรฐานบัญชีรายงาน ของผู้สอบบัญชีถือเป็นข้อมูลสำคัญในงบการเงิน เป็นการรายงานความถูกต้อง ก่อนเผยแพร่สู่สาธารณะ
6. ผู้ตรวจสอบระบบงานภายใน (Internal Control Auditor) : ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ ประเมิน ให้ความเห็น คำแนะนำในการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยง
7. ผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ (Underwriter) : ช่วยกระจายหุ้น IPO
8. ที่ปรึกษากฎหมาย (Lawyer) : ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ มี 3 เรื่อง
1. โครงสร้างธุรกิจ และโครงสร้างกรรมการ การจัดโครงสร้างธุรกิจ ให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีความชัดเจน ไม่มีการทำธุรกิจที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นบางกลุ่ม รวมทั้งต้องมีการจัดโครงสร้าง คณะกรรมการในฐานะตัวแทนของผู้ถือหุ้น ให้มีการถ่วงดุลอำนาจระหว่างกัน โปร่งใส และแบ่งแยกอำนาจหน้าที่อย่างชัดเจน โดยคณะกรรมการบริษัท จะต้องประกอบด้วย
1.1 กรรมการบริหารและกรรมการอิสระ
1.2 กรรมการอิสระควรคัดเลือกจากคนที่รู้และเข้าใจในธุรกิจของบริษัท และ
1.3 คณะกรรมการตรวจสอบต้องมีอย่างน้อย 3 คน (ประธานกรรมการ ควรเป็นคนละคนกับ CEO ประธานกรรมการ ควรเป็นกรรมการอิสระ)
2. ระบบบัญชีและรายงานทางการเงิน ระบบการจัดทำงบการเงินให้ เป็นไปตามมาตรฐานบัญชี เพื่อให้รายงาน ทางการเงินนั้น สะท้อนความสามารถใน การดำเนินงานของกิจการได้อย่างถูกต้อง และต้องเปลี่ยนมาตรฐานการบัญชีจากกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ Non-Publicly Accountable Entities (NPAEs) มาเป็นมาตรฐานการบัญชีจากกิจการ ที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ Publicly Accountable Entities (PAEs) ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงิน Thai Financial Reporting Standards (TFRS) และบริษัทจะต้องมี CFO ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบสูงสุดในสายงานบัญชีและการเงิน มีสมุห์บัญชีเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบโดยตรงในการควบคุมดูแลการทำบัญชี
3. ระบบการควบคุมภายใน การมีระบบการควบคุมภายในที่เพียงพอต่อการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ สามารถป้องกัน บริหาร จัดการความเสี่ยงหรือความเสียหาย ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี และการมีระบบการควบคุมด้านการบริหารจัดการ ที่แสดงให้เห็นว่า มีระบบ Check and Balance ที่ดี มีการแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ชัดเจน
ดังนั้น ระบบบควบคุมภายในถือได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ โดยกำหนดให้มี Internal Auditor ตรวจสอบและรับรองว่าระบบควบคุมที่มีนั้น เพียงพอและครอบคลุมความเสี่ยงของการดำเนินธุรกิจ มีการปฏิบัติ ตามข้อกำหนดในการควบคุมอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงมีโครงสร้างการบริหารงาน ที่ทำให้มั่นใจได้ว่าการควบคุมภายในนั้นมีความสำคัญและไม่ถูกละเลยในการเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ
FAQ: คำถามที่พบบ่อย
สำหรับเจ้าของธุรกิจ/ผู้บริหาร
Q1 : บริษัทต้องมีกำไรกี่ปีถึงจะเข้าตลาดได้
A1 : ตามเกณฑ์ใหม่ปี 2568 สำหรับ SET ต้องมีกำไรสุทธิปีล่าสุดไม่น้อยกว่า 75 ล้านบาท และกำไรสุทธิรวม 2-3 ปี ไม่น้อยกว่า 125 ล้านบาท ส่วน mai ต้องมีกำไรสุทธิปีล่าสุดไม่น้อยกว่า 25 ล้านบาท และกำไรสุทธิรวม 2-3 ปี ไม่น้อยกว่า 40 ล้านบาท
Q2: ค่าใช้จ่ายในการเข้าตลาดโดยประมาณเท่าไหร่?
A2 : ค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 3-5% ของมูลค่าการระดมทุน ประกอบด้วยค่าที่ปรึกษาทางการเงิน ค่าสอบบัญชี ค่าที่ปรึกษากฎหมาย ค่าธรรมเนียม ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงระบบภายใน
Q3: หลังเข้าตลาดแล้ว ผู้ถือหุ้นเดิมขายหุ้นได้เลยหรือไม่?
A3 : ผู้ถือหุ้นเดิมที่เป็นผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ มักถูกกำหนดให้ห้ามขายหุ้น (Silent Period) เป็นระยะเวลา 6 เดือนถึง 1 ปีหลัง IPO เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน
สำหรับคนทำงาน/พนักงาน
Q4 : พนักงานจะได้ประโยชน์อะไรจากการที่บริษัทเข้าตลาด?
A4 : พนักงานอาจได้รับสิทธิซื้อหุ้นในราคาพิเศษผ่านโครงการ ESOP (Employee Stock Ownership Plan) หรือได้รับการจัดสรรหุ้น IPO ในราคาเสนอขาย นอกจากนี้ การที่บริษัทเข้าตลาดยังช่วยเพิ่มความมั่นคงและโอกาสเติบโตในสายอาชีพ
Q5: การเข้าตลาดจะทำให้วัฒนธรรมองค์กรเปลี่ยนไปหรือไม่?
A5 : มักมีการเปลี่ยนแปลงในด้านความเป็นมืออาชีพและความโปร่งใส บริษัทต้องมีระบบการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance) และการตัดสินใจต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียมากขึ้น
Q6 : ต้องเตรียมตัวอย่างไรถ้าบริษัทกำลังจะเข้าตลาด?
A6 : พนักงานควรทำความเข้าใจเรื่องการรักษาความลับข้อมูลภายใน (Insider Information) และกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นของบริษัท เนื่องจากการใช้ข้อมูลภายในเพื่อซื้อขายหุ้นเป็นความผิดตามกฎหมาย
เขียนโดย: คุณผดุงเกียรติ จำชาติ ตำแหน่ง ผู้ตรวจสอบเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท ตรวจสอบภายในธรรมนิติ จำกัด
เรียบเรียงโดย: คุณภาวิณี ศิริเกตุ ตำแหน่ง หัวหน้าแผนก บริษัท ตรวจสอบภายในธรรมนิติ จำกัด
สอบทานโดย: คุณศมจรีย์ แก้วขอมดี ตำแหน่ง รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ตรวจสอบภายในธรรมนิติ จำกัด

Thai (TH)
English (UK)